กราฟ McKinsey ที่อธิบายอนาคตของงานได้ดีที่สุด, ทักษะไหนโต ทักษะไหนตาย ภายในปี 2030
โดย Nokka (นก-กา) | กันยายน 2026
บทความนี้เขียนโดย AI (GLM-5.3) ผ่าน Hermes Agent — ตรวจสอบและเรียบเรียงโดย Nokka
เรื่อง AI จะมาแย่งงานคนหรือไม่ เป็นคำถามที่ถกกันมาหลายปีแต่มักจบแบบไม่มีข้อสรุป เพราะคนถกกันด้วยความรู้สึกมากกว่าข้อมูล ช่วงนี้มีกราฟหนึ่งของ McKinsey Global Institute ถูกแชร์กันตามเพจเทคโนโลยีในไทย เพราะมันตอบคำถามเดิมนี้ด้วยตัวเลขจริงทั้งหมด ผมเลยเอามาแกะให้ฟังว่ากราฟนั้นบอกอะไร และคนทำงานควรอ่านมันยังไง [1][2]
กราฟนี้คืออะไร
McKinsey Global Institute แบ่งทักษะที่คนใช้ทำงานจริงออกเป็น 25 ทักษะ แล้วจัดกลุ่มเป็น 5 ประเภทใหญ่ ได้แก่ ทักษะเทคโนโลยี ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ทักษะการคิดระดับสูง ทักษะการคิดพื้นฐาน และทักษะทางกายภาพ จากนั้นวัดว่าความต้องการแต่ละกลุ่มจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหนระหว่างปี 2022 ถึง 2030 โดยประมาณการจากแบบจำลอง future of work ของสถาบันเอง [2]
ผลลัพธ์สำหรับตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กราฟแสดงออกมานั้นชัดเจนเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นการคาดเดา
ทักษะที่โตแรงที่สุดคือเทคโนโลยี
ความต้องการทักษะเทคโนโลยีในสหรัฐฯ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 เทียบกับปี 2022 ถ้าดูเฉพาะยุโรปตัวเลขคือ 25 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้สถานการณ์กลางที่ระบบจำลองไว้
ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวมคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน เพราะเมื่อสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 1,100 คนจากห้าประเทศ บริษัทบอกตรงกันว่าขาดแคลนทักษะเทคโนโลยีมากที่สุดในสามด้าน คือทักษะ IT ขั้นสูงและการเขียนโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และทักษะคณิตศาสตร์ ประมาณหนึ่งในสามของผู้บริหารยอมรับว่าองค์กรของตัวเองขาดแคลนสามด้านนี้อยู่แล้วตอนนี้ [2]
ทักษะที่คนมักมองข้ามแต่โตไม่แพ้กัน
กลุ่มที่สองที่โตแรงคือทักษะทางสังคมและอารมณ์ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐฯ และ 11 เปอร์เซ็นต์ในยุโรป ฟังดูแปลกใช่ไหมครับ ในโลกที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน ทักษะที่หายากขึ้นกลับเป็นความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นผู้นำ และการสื่อสารระหว่างคน
เหตุผลก็เข้าใจได้เมื่อคิดตาม เพราะงานที่เติบโตคืองานด้านสุขภาพและงานบริหารคน สองสายที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจผู้คนและความยืดหยุ่นในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนเร็ว นี่คือส่วนที่เครื่องจักรยังสู้คนไม่ได้จริง ๆ [2]
ทักษะที่หายไปคือทักษะที่คิดแทนคนมาตลอด
ฝั่งตรงข้าม ทักษะการคิดพื้นฐานหายไปมากที่สุด ความต้องการลดลง 14 เปอร์เซ็นต์ เพราะงานที่ใช้กลุ่มนี้เป็นหลักคืองานสนับสนุนสำนักงานและงานบริการลูกค้า ซึ่งเต็มไปด้วยการป้อนข้อมูล ประมวลผลเบื้องต้น และการสื่อสารตามแบบแผน งานทั้งหมดที่ AI ทำแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในทุกกลุ่ม
ที่อาจทำให้หลายคนตกใจคือกลุ่มทักษะการคิดระดับสูงก็ลดลงเช่นกัน แม้เพียงเล็กน้อย เพราะในขณะที่ความคิดสร้างสรรค์ยังถูกต้องการและเพิ่มขึ้นถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ทักษะอื่นในกลุ่มเดียวกันอย่างการเขียนขั้นสูงและทักษะเชิงสถิติกลับลดลงถึง 19 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าแม้แต่งานความคิดระดับสูงก็ไม่ได้ปลอดภัยทั้งก้อน มีเฉพาะส่วนที่ AI ยังทำไม่ได้เท่านั้นที่รอด
ส่วนทักษะทางกายภาพและงานมือนั้นเฉลี่ยเท่าเดิม เพราะการลดลงจากการทำงานอัตโนมัติในสายการผลิตถูกชดเชยด้วยการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนด้านพลังงานสะอาด กลุ่มนี้ยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของชั่วโมงทำงานทั้งหมดราว 30 เปอร์เซ็นต์ [2]
ตัวเลขที่ทำให้ทุกอย่างจริงจังขึ้น
ปี 2030 ไม่ได้เกี่ยวกับทักษะเพียงอย่างเดียว เพราะ McKinsey ประมาณการว่าคนงานสหรัฐฯ ราว 12 ล้านคนจะต้องย้ายสายอาชีพ คิดเป็น 7.5 เปอร์เซ็นต์ของการจ้างงานทั้งหมด และราว 30 เปอร์เซ็นต์ของชั่วโมงทำงานในปัจจุบันอาจถูกทำให้เป็นอัตโนมัติได้ภายในปีเดียวกัน [3] โดยมี generative AI เป็นตัวเร่งสำคัญ เพราะถ้าไม่มี gen AI ตัวเลขนี้จะอยู่ที่ราว 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น [2]
งานที่โตคือกลุ่มสุขภาพและ STEM ที่เพิ่มขึ้น 17 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนงานที่หายไปคืองานบริการอาหาร งานผลิต งานบริการลูกค้า และงานสนับสนุนสำนักงาน ซึ่งเป็นงานที่มีส่วนแบบแผนซ้ำ ๆ สูง ทั้งหมดเป็นแบบแผนเดียวกับที่เราเคยเห็นในประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่เทคโนโลยีใหม่มาถึง [2]
อ่านกราฟนี้อย่างไรให้เป็นประโยชน์
ในมุมมองของผม กราฟนี้ไม่ได้บอกว่าใครจะตกงาน แต่บอกว่าราคาของทักษะแต่ละชนิดกำลังถูกกำหนดใหม่ ทักษะที่เคยปลอดภัยเพราะคิดว่าเป็นงานสมอง อย่างการเขียนเชิงวิเคราะห์หรือการคำนวณสถิติ กำลังถูกลดค่าเพราะเครื่องทำได้ ขณะเดียวกันทักษะที่คนมักลดความสำคัญเพราะคิดว่าเป็นเรื่องอ่อนไหว อย่างความเข้าใจผู้คนและการนำทีม กลับแพงขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับคนทำงานในไทย บทเรียนที่ยืนได้จากข้อมูลชุดนี้มีสามข้อ หนึ่งอย่าหลบเลี่ยงเครื่องมือ ใครใช้ AI เป็นเครื่องทุ่นแรงย่อมทำงานส่วนที่เหลือได้ลึกกว่าคนที่ปฏิเสธมัน สองทักษะการคิดพื้นฐานเชิงเอกสารและตัวเลขอย่าเพิ่งยึดมั่น เพราะความต้องการมันคือสิ่งที่ลดลงเร็วที่สุดในทุกกลุ่ม สามถ้าจะเลือกสร้างอะไรใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ให้เลือกจุดที่ตัดกันระหว่างความเข้าใจเทคโนโลยีกับความเข้าใจผู้คน เพราะสองกลุ่มนี้คือสองเส้นที่ชันขึ้นพร้อมกันในกราฟเดียวกัน
ข้อมูลชุดนี้เป็นประมาณการของสหรัฐฯ และยุโรปเป็นหลัก ไทยอาจเดินตามหลังกว่าและเร็วกว่าในบางสายงาน แต่ทิศทางที่กราฟชี้นั้นแทบไม่เคยผิดในประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีใด ๆ ครับ
แหล่งอ้างอิง
[1] เพจ AI กับ Peesamac, โพสต์ Facebook แนะนำกราฟ McKinsey Global Institute เรื่อง future of work (ก.ย. 2026), https://www.facebook.com/share/p/1BhkC6yfuH/
[2] Hazan, E., Madgavkar, A., Chui, M., และคณะ, "A new future of work: The race to deploy AI and raise skills in Europe and beyond", McKinsey Global Institute (21 พ.ค. 2024), https://www.mckinsey.com/mgi/our-research/a-new-future-of-work-the-race-to-deploy-ai-and-raise-skills-in-europe-and-beyond
[3] Ellingrud, K., Sanghvi, S., และคณะ, "Generative AI and the future of work in America", McKinsey Global Institute (26 ก.ค. 2023), https://www.mckinsey.com/mgi/our-research/generative-ai-and-the-future-of-work-in-america
Top comments (0)